รู้จักเรา

การต่างประเทศ

อิสราเอลได้เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1949 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 157 ประเทศ รวมถึงประเทศอียิปต์และจอร์แดน ซึ่งเป็นประเทศอาหรับสองประเทศที่อิสราเอลมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบและเปิดพรมแดนเสรีระหว่างประเทศภายหลังจากการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1979 และ 1994 ตามลำดับ

ทว่า อิสราเอลสูญเสียความเป็นมิตรในช่วงเวลาแตกหักทางการทูตกับประเทศตุรกีและประเทศอียิปต์จากการปลุกระดมของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ในปี ค.ศ. 2011 ด้วย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลได้สร้างความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรปหลายประเทศ รวมทั้งกรีซและไซปรัสจากการร่วมมือในโครงการ Energy Triangle รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียเช่นประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีไฮเทคของประเทศอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์นั้นกำลังพัฒนาดียิ่งขึ้นภายหลังจากการเสียอำนาจของภราดรภาพมุสลิม แต่ความสัมพันธ์กับตุรกีนั้นยังคงอยู่กับที่


ความสัมพันธ์ เอธิโอเปีย-อิสราเอล

เอธิโอเปียเป็นพันธมิตรจากทวีปแอฟริกาที่อิสราเอลมีความสนิทสนมด้วยมากที่สุด เพราะมีระบบการปกครอง ศาสนา และการรักษาความมั่นคงของชาติที่คล้ายกัน และแม้ความสัมพันธ์นี้ถูกตัดขาดในช่วงระหว่างปี 1973 ถึงปี 1989 ก็ตาม แต่ยังคงมีเมืองในเอธิโอเปียหลายเมืองที่ได้รับการ ตั้งชื่อตามถิ่นฐานในพระคัมภีร์ไบเบิลของชาวยิว เช่นเมือง นาซาเร็ท (อดามา) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ นอกจากนี้ อิสราเอลยังแบ่งปันความเชี่ยวชาญของตนเพื่อให้ความช่วยเหลือโครงการชลประทานในประเทศเอธิโอเปียด้วย โดยปัจจุบัน คนอเอธิโอเปียที่มีเชื้อสายยิวได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลจำนวนหนึ่งแล้ว


ความสัมพันธ์ กานา-อิสราเอล

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศกานานั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัน สถาปนาประเทศกานาในปี 1957 ต่อมา ทั้งสองประเทศได้แสดงความตกลงทำความร่วมมือทางวิชาการกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 1962 ก่อนที่ลงนามในความตกลงร่วมมือทางวัฒนธรรมต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม 1973

ความสัมพันธ์นี้กลับต้องมาแตกหักหลังจากการก่อตั้งรัฐบาลในประเทศกานาภายหลังสงคราม ยมคิปปูร์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1973 แต่ความสัมพันธ์นี้ก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาด้วยความพยายามของอิสราเอลที่จะหยุดยั้งการสนับสนุนที่คนกานามีให้ต่อชาวปาเลสไตน์ ซึ่งนำไปสู่การเดินทางเยือนกานาเมื่อเดือน กันยายน 2009 โดย นายอวิกดอร์ ลิเบอร์มาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ของอิสราเอล โดยระหว่างการเยือน ทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงทวิภาคีทางการเกษตร ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้มีการสานความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งในเดือน กันยายน 2011


ความสัมพันธ์ อินเดีย-อิสราเอล

อินเดียนับว่าเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของอิสราเอล ภายหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 1992 โดยทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ นอกจากนี้ อิสราเอลยังเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย และในขณะเดียวกัน อินเดียก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิสราเอลในตลาดอาวุธด้วย ซึ่งปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือระหว่างกันทางด้านอวกาศด้วย โดยประเทศอินเดียได้ยิงดาวเทียมของอิสราเอลขึ้นไปในชั้นบรรยากาศแล้ว

เมื่อเดือน ธันวาคม 2008 ทั้งสองประเทศได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในการก่อตั้งการสัมมนาทางกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการอภิปรายและแลกเปลี่ยนโครงการระหว่างผู้พิพากษาและนักกฎหมายระหว่างอินเดียและอิสราเอล ทั้งนี้ จากการสำรวจความเห็น ในปี 2009 โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลพบว่า อินเดียเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนต่ออิสราเอลมากที่สุดในโลก แต่ก็ยังมีชาวอินเดียบางส่วนที่นับถือศาสนาอิสลามและกลุ่มสังคมนิยม ได้ต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับอิสราเอล


ความสัมพันธ์ จีน-อิสราเอล

ในวันที่ 9 มกราคม 1950 รัฐบาลอิสราเอลได้ประกาศแสดงการยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อมาในเดือน มกราคม 1992 โดยอิสราเอลเป็นผู้จัดหาและสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรและชลประทานที่ทันสมัยให้แก่ประเทศจีน โครงการวิจัยและพัฒนาแบบทวิภาคี จากการสนับสนุนโดยกองทุนการสนับสนุนการวิจัยทางการเกษตรระหว่างจีนและอิสราเอลนี้ มีความมุ่งเน้นที่จะพัฒนาพันธ์ผลไม้และผักใหม่ ๆ หลากหลายชนิด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรและการประยุกต์เทคโนโลยี ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการแปรรูปผักผลไม้สด โดยอิสราเอลได้สร้างฟาร์มสาธิตสามฟาร์ม รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมที่สำคัญอื่น ๆ ในประเทศจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ อิสราเอลยังแบ่งปันความช่วยเหลือ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางการ ทหารให้แก่จีนอีกด้วย โดยตามรายงานจากสำนักงานคณะกรรมมาธิการประเมินเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างสหรัฐและจีน ได้ระบุว่า อิสราเอลเป็นผู้จัดหาระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารให้แก่จีนในปริมาณที่มากเป็นอันดับสองของโลก โดยอยู่เหนือทั้งฝรั่งเศสและ เยอรมัน และเป็นรองเพียงแค่รัสเซียเท่านั้น นอกจากนี้ อิสราเอลเกือบขาย ฟัลค่อน (Phalcon) ซึ่งเป็นระบบเรดาร์เตือนภัยทางอากาศของอิสราเอลให้กับประเทศจีนแล้ว แต่ ก็ต้องถูกอเมริกาบังคับให้ยกเลิกข้อตกลงไปเสียก่อน ทั้งนี้ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันของทั้งสองประเทศเป็นจุดแข็งที่เชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นอยู่ตลอด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างรากฐานทางประวัติศาสตร์อันเก่าแก่และอุดมสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ จนประเทศจีนได้มาจัดเทศกาล เผยแพร่วัฒนธรรมของตนอยู่ทั่วประเทศอิสราเอลในปี 2007 เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน


ความสัมพันธ์ สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล

มิตรภาพระหว่างประเทศอิสราเอลและสหรัฐอเมริกานั้น ลึกซึ้งและสามารถอธิบายได้โดยค่านิยม ที่เหมือนกัน ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ทั้งสองประเทศมีให้ต่อกัน โดยเพียงแค่สิบเอ็ดนาทีภายหลังจากการที่อิสราเอลได้ประกาศการก่อตั้งประเทศในปี 1948 นายแฮร์รี่ ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ได้ประกาศให้การยอมรับต่อรัฐยิวรัฐใหม่นี้ทันที และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้นำของสหรัฐอเมริกาทุกรายก็ได้ให้การสนับสนุนรัฐอิสราเอลอย่างเต็มที่ รวมถึงประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่ต่างหล่อเลี้ยง ส่งเสริม และพัฒนาค่านิยมและความสนใจร่วมกันอย่างไม่หยุดหย่อน โดยความสัมพันธ์อันพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสองประเทศนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้ง จริงใจ แน่นแฟ้น มีหลายแง่มุม และจะพัฒนาในปีต่อ ๆ ไปอย่างไม่ หยุดหย่อน

รากฐานที่สำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกันในปี 1985 ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีใบแรก ที่ลงนามโดยประเทศสหรัฐอเมริกา โดยข้อตกลงนี้ได้พัฒนาและเชื่อมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ารายใหญ่จากตะวันออกกลางของสหรัฐ และในขณะเดียวกัน ก็ได้ทำให้สหรัฐเป็นปลายทางตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศอิสราเอลด้วยเช่นกัน

ทั้งเศรษฐกิจของอิสราเอลและอเมริกามีความผูกพันกันแบบการค้าเสรี การแข่งขัน และการ สนับสนุนการเปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ รวมถึงระบบการค้าแบบพหุภาคี โดยทาง รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ร่วมสนทนากันถึงหนทางที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงวิธีการที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป


ความสัมพันธ์ เยอรมนี-อิสราเอล

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิสราเอลและเยอรมัน ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 1965 โดยในช่วงเวลาภายหลังจากการสถาปนาประเทศ อิสราเอลยังคงโกรธเคืองเยอรมนีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้ทั้งสองประเทศต้องมาเริ่มสร้างความสัมพันธ์กันที่ละขั้น ซึ่งจะมีอยู่สามขั้นหลัก ๆ คือ

  1. ข้อตกลงลักเซมเบิร์ก ในปี 1952 ที่ระบุให้เยอรมนีต้องตั้งสมมุติฐานและแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
  2. การพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีคนแรกของ อิสราเอล นายเดวิด เบนกูเรียน กับนายคอนราด อเดเนาร์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศเยอรมัน
  3. การพิจราณาคดีต่อนาย อดอร์ฟ ไอค์มัน ในปี 1961

นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศได้สร้างความเชื่อมั่นและพัฒนา ความสัมพันธ์ที่มีให้ต่อกันมาเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน โดยมีทั้งการเยือนระหว่างกันของรัฐบาลจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการประสานสัมพันธ์ผ่านรูปแบบโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนและความร่วมมือทางเทศบาล โดยในปัจจุบัน เมืองต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศต่างมีความร่วมมือดังกล่าวกว่า 100 โครงการ ซึ่งเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกหน่วยแขนง ไม่ว่าจะเป็นในประเด็นการเมือง ธุรกิจ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม กิจการสังคม หรือในระดับเทศบาลก็ตาม ทั้งหมดนี้ เป็นจุดที่คงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นได้จนถึงปัจจุบัน และจะยังคงพัฒนาเพื่ออนาคตต่อไป