เกร็ดการทำธุรกิจ

จากการถูกเนรเทศจนไปถึงการไถ่ถอน - มรดกทางวัฒนธรรมและความคิดทางธุรกิจของอิสราเอล

คนอิสราเอลสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานประวัติศาสตร์ของชาติ และปัญหาหลักที่กระทบสังคมของพวกเขา ได้เด่นชัดกว่าประเทศอื่น ๆ แต่สำหรับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้ใหญ่ ผลกระทบด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ต่อการดำรงชีวิตจะไม่เด่นชัดเท่า เนื่องจากประเด็นอย่างสถานะตัวตน (identity) และความรักชาตินั้นเป็นองค์ประกอบของจิตใจรักชาติของกลุ่มตั้งแต่กำเนิด อย่างไรก็ตาม อิสราเอลเป็นประเทศใหม่ (มีอายุเพียง 68 ปี - 2559) ซึ่งนับได้ว่ายังคงมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยังคงชัดเจนอยู่ในจิตใจของ ทุกชีวิต และส่งผลต่อการดำรงชีวิตกับวัฒนธรรมทางธุรกิจด้วยเช่นกัน

ด้วยอายุเพียง 68 ปี อิสราเอลและประชาชนของรัฐได้ผ่านการเจรจาบนเส้นทางที่แสนคดเคี้ยว จากภัยการพลัดถิ่นกว่าสองพันปี ภัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชุมชนเสื่อมโทรม และการถูกขับไล่ จนมาถึงภาวะด้านภูมิศาสตร์ ทางการเมือง ภาระเรื่องถิ่นฐานบ้านเกิด และความผันผวนของเศรษฐกิจและสังคม โดยในช่วงกว่า 7 ทศวรรษหลังการก่อตั้งประเทศ อิสราเอลได้ต้อนรับและหลอมรวมผู้อพยพนับล้าน และทนต่อมาตรการลงโทษ แก้ไขและปรับเปลี่ยนปัญหาความแห้งแล้ง พัฒนาเมืองและเกษตรกรรมระดับสูงท่ามกลางสมรภูมิ เปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมเป็นระบบทุนนิยม และสร้างวิวัฒนาการจากสังคมอุตสาหกรรมการเกษตรให้เป็นแหล่งบ่มเพาะวิชาการและเทคโนโลยีอันทรงพลัง

การที่อิสราเอลตกอยู่ในสภาวะสงครามอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงของชาติเป็นปัจจัยสำคัญนั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อความมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออกของชาวอิสราเอลแต่อย่างใด อีกทั้งความทุ่มเทอย่างไม่ลดละเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอันทรงประสิทธิภาพและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ การลงทุนอย่างครอบคลุมในประเด็นด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคม การอุทิศตนอย่าง มุ่งมั่นที่จะเผยแพร่และพัฒนาศิลปะและวิทยาศาสตร์รวมถึงการต่อสู้เพื่อรักษาวิถีชีวิตอันสงบสุขภายใต้สภาพแวดล้อมที่อันตราย การเผชิญกับความทุกข์ยากทำให้คนอิสราเอลต้องต่อสู้เพื่อรักษาสังคมอันน่าเห็นอกเห็นใจพร้อมกับ ค้นหาเค้าโครงที่เป็นแบบฉันทามติเพื่อแก้ไขปัญหาภูมิศาสตร์ทางการเมืองที่ซับซ้อนของภูมิภาคนี้อย่างไม่หยุดหย่อน

จากเหตุผลข้างต้น จะเห็นได้ว่าความคิดทางธุรกิจของคนอิสราเอลนั้นค่อนข้างน่าสับสนเนื่องด้วยพฤติกรรมและทัศนคติที่ขัดแย้งกัน โดยสามารถเข้าใจได้ผ่านการความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมทางสังคมของประเทศเท่านั้น ประวัติศาสตร์อันแสนสั้น และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจที่รวดเร็วของประเทศอิสราเอลนั้น เป็นจุดที่จำกัดการมีมุมมองแบบระยะยาว โดยคนอิสราเอลเป็นคนที่มีมุมมองในการคิดและทำงานในกรอบ และสภาพแวดล้อมเฉพาะหน้า เนื่องด้วยการที่ต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน และความเป็นไปได้ที่จะพบกับภัยคุกคามในอนาคต จึงเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมอันรีบเร่ง ซึ่งคนอิสราเอลนั้นเป็นคนที่เร่งรีบเพื่อที่จะดำเนินการให้บรรลุผล แม้จะต้องใช้ทางลัดและการแก้ปัญหาอย่างทันควันในการสร้างผลงานแบบกะทันหันก็ตาม

ต่างจากทางประเทศตะวันตกประเทศอื่น ๆ ที่จะคำนวนผลกำไรขาดทุนก่อนการตัดสินใจ คนอิสราเอลจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อผลกระทบที่เป็นไปได้จากกระทำของพวกเขา โดยคนอิสราเอลนั้นมีแนวโน้มที่จะไตร่ตรองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ และพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์และสถานการณ์ในเชิงลบ ด้วยเหตุนี้เองทำให้คนอิสราเอลดูเป็นคนที่ขี้สงสัย ระมัดระวัง และขี้ระแวง ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบส่วนตัวและการทำงาน

คนอิสราเอลต้องอาศัยและทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และเพื่อที่จะได้ไม่พบปัญหาการขาดแคลนทางทรัพยากร ระดับการศึกษาและความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอันสูงส่งจึงเป็นปัจจัยหลักที่พัฒนาช่องทางการแก้ปัญหาในแบบที่ใหม่และแตกต่าง ซึ่งบางครั้งอาจ ถูกมองว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยึดถือ “มาตรฐานสากล” แต่เพราะด้วยอิทธิพลของการเอาตัวรอดและการปรับตัวแบบกระทันหัน อิสราเอลจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถสูงในด้านการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศ

คนอิสราเอลไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวในด้านความคิดและการแสดงออก โดยมักจะแสวงหาเส้นทางใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอในการทำงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งได้รับการขนานนามว่า เป็นนักประดิษฐ์ที่ช่ำชองและเชี่ยวชาญในการปรับเปลี่ยนศิลปะดั้งเดิมตามธรรมชาติให้ออกมาในรูปแบบใหม่ แต่บ่อยครั้งด้วยบุคลิกลักษณะที่แตกต่าง รวมถึงความมีเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างมากของคนอิสราเอล จึงมักจะเป็นจุดอ่อนที่ลดความสามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมและสังคมทางตะวันตกที่ผู้คนจะรักษาความเป็นส่วนตัวและระยะห่างระหว่างบุคคล ความผูกพันธ์ในการฝ่าฟันอุปสรรคสร้างชาติของอิสราเอลและสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ทำให้คนอิสราเอลทุ่มเทเวลาและแรงกายในการพัฒนาประเทศ พร้อมคอยแสวงหาความปลอดภัยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันเหนียวแน่นและความเป็นชุมชนแบบคอมมูน ที่แน่นแฟ้นกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูง รวมถึงเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน

การฟื้นฟูอิสราเอลนั้นถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริงในสายตาของโลก โดยทั้งความเป็นผู้นำทางการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ และการถูกยกย่องว่าเป็น “ซิลิกอนวัลเลย์” แห่งที่ 2 (Silicon Wadi) ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนอิสราเอลทุกคน โดยคนอิสราเอลมักปรับแปลงความสำเร็จระดับชาติมาอยู่ในมุมมองส่วนบุคคล จึงอาจถูกมองได้ว่า คนอิสราเอลเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจว่าเป็นคนที่เหนือกว่าหรือเป็นคนที่มีทัศนคติแบบ “เรารู้ดีกว่า”

การหลุดพ้นจากการถูกกดขี่นับศตวรรษและการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลของชาวยิวในอดีต คนอิสราเอลจึงเป็นคนที่กล้าแสดงออก ช่างพูด ชอบแสดงความเห็น และออกสังคม นอกจากนี้ยังเป็นคนที่แสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพที่เพิ่งได้พบ ได้สร้างสังคมที่ประชาชนมีความเป็นอิสระในการเปิดเผยและแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมองค์กรที่มีโครงสร้างที่เป็นลำดับชั้น ซึ่งการอภิปรายและโต้เถียงนั้นถือได้ว่าเป็นงานอดิเรกของคนอิสราเอล


การสื่อสารกับคนอิสราเอล

แขกชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมมักจะมีมุมมองต่อคนอิสราเอลว่า เป็นคนที่มีการสื่อสารก้าวร้าว เพราะรูปแบบน้ำเสียงของภาษาฮิบรู คนอิสราเอลถูกมองว่าเป็นคนที่มีแนวการสื่อสารแบบพูดแทรก ชอบพูดแทรกกลางประโยค แต่ได้มีการอธิบายลักษณะดังกล่าวไว้ว่า เมื่อคนอิสราเอลสนทนากับชาวต่างชาติ พวกเขาไม่มีความรู้ภาษาต่างชาติแบบเจ้าของภาษา (คนอิสราเอลส่วนใหญ่รู้ภาษาอังกฤษในระดับที่พอสื่อสารได้) ซึ่งทำให้พวกเขาต้องใช้ความพยายามและความเอาใจใส่มากขึ้นเป็นพิเศษในการทำความเข้าใจต่อสิ่งที่พูดออกไป และการใช้สมาธิต่อจุดดังกล่าวจะส่งผลให้ไม่พุ่งความสนใจไปยังเนื้อหาของการสนทนา ซึ่งคนอิสราเอลจะรีบอธิบายถึงความไม่เข้าใจนั้นออกมาทันทีก่อนที่การสนทนาจะดำเนินการต่อไป โดยการเร่งรีบที่จะอธิบายเพื่อให้ตนตามทันเนื้อหาของเรื่องราวที่กำลังสนทนาอยู่นั้น อาจถูกมองเหมือนว่าเป็นการขัดจังหวะหรือพูดแทรก โดยทางที่ดีชาวต่างชาติควรจะพูดให้ช้าลงและหมั่นยอมให้มีการหยุดการสนทนาชั่วคราวสำหรับการอธิบายใหม่

นอกจากนี้ คนอิสราเอลมักถูกกล่าวหาว่าชอบใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อปกปิดเนื้อหาการสนทนาจากแขกต่างชาติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนอิสราเอลจะรู้สึกอึดอัดที่จะต้องใช้ภาษาท้องถิ่นในการโต้ตอบ แต่เพื่อความสะดวกและเพื่อไม่ให้รู้สึกแปลกที่จะ ต้องใช้ภาษาต่างชาติในการสนทนาระหว่างกันเองเพราะด้วยความเป็นนักสนทนา จึงทำให้คนอิสราเอลเปลี่ยนภาษาสากลที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นโดยอัตโนมัติ ซึ่งแขกที่รู้สึกไม่ สบายใจเมื่อชาวอิสราเอลใช้ภาษาท้องถิ่นในการสนทนาระหว่างกันเองนั้น สามารถขอให้จำกัดภาษาในการสนทนาเป็นเพียงแค่ภาษาสากลได้

หากคุณไม่เข้าใจภาษาอังกฤษของคู่ค้าชาวอิสราเอลของคุณ ให้ขอให้คู่ค้าท่านทวนคำซ้ำอีกครั้ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีที่จะประนีประนอมความสัมพันธ์ เนื่องด้วยปัญหาทางพื้นฐานของภาษา ในทางกลับกันบอกให้คู่ค้าของคุณบอกคุณในยามที่ไม่เข้าใจ ซึ่งคุณเองอาจหลีกเลี่ยงการใช้ “ภาษาธุรกิจ” หรือ สำนวนที่ถูกต้องตามแบบฉบับ ควรใช้คำและวลีที่ง่ายในการถ่ายทอด ความคิด เช่นใช้คำว่า “problem” แทนคำว่า “challenge”


เกร็ดความรู้ในการนัดหมายเพื่อคุยธุรกิจกับคนอิสราเอล

1. โดยทั่วไปแล้วเมื่อกล่าวถึงการทำธุรกิจ อิสราเอลเป็นประเทศที่ไม่มีระเบียบพิเศษอะไรมากมาย โดยวัฒนธรรมทางธุรกิจของอิสราเอลนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรมทางธุรกิจที่ปฏิบัติตามปกติทั่วไปในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกา ยกเว้นรายละเอียดปลีกย่อยท้องถิ่น เช่น เรื่องการแต่งกายแบบสบาย ๆ ยกเว้นเข้าประชุมหรือพบประกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับสูงของประเทศ นายธนาคาร และทนายความที่มีชื่อเสียง วัฒนธรรมของอิสราเอลนั้นไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและการปรึกษากับเจ้าบ้านจากท้องถิ่นนั้นย่อมเป็นประโยชน์เสมอ โดยมีธุรกิจแบบสบาย ๆ เป็นบรรทัดฐาน 

2. อธิบายเคร้าโครงวาระการประชุมให้กับเจ้าภาพของคุณอย่างชัดเจน โดยระบุวัตถุประสงค์และตารางเวลา (time line) ด้วย รวมทั้งควรที่จะ ยืนยันการนัดหมายก่อนวันเวลาที่นัดเพราะคนอิสราเอลค่อนค่างจะทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (multitask) เนื่องด้วยความเร่งรีบ อลวน ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบให้จัดตารางเวลาผิดพลาด

3. เวลาเปิดทำการโดยทั่วไปจะแล้วจะ เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า และเลิกประมาณ 5 โมงเย็น วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี โดยวันศุกร์นั้นจะเป็นวันสำหรับกิจกรรมส่วนตัวเช่น การช้อปปิ้ง และกิจกรรมกับครอบครัว แต่คนอิสราเอลจะรองรับกิจกรรมทางธุรกิจ ในช่วงเช้าวันศุกร์ในกรณีที่จำเป็นควรวางแผนให้ไปตรงเวลานัดหมายสำหรับการประชุมและกิจกรรมทางธุรกิจเพราะคุณอาจพบปัญหาระหว่างเดินทางเนื่อง จากการจราจรที่หนาแน่น การไปสายพอควรนั้นเป็นเรื่องธรรมดาและ พอยอมรับได้ แต่คุณอาจสูญเสียอำนาจหรือการได้รับความน่าเชื่อถือของคุณ

4. ทดสอบทักษะภาษาของเจ้าภาพของคุณ พร้อมปรับความเร็วและเนื้อหาในการพูดตามกรณี ควรใช้ประโยคง่าย ๆ และอธิบายประโยคที่ยากซ้ำหลาย ๆ รอบ ไม่ต้องกลัวหรืออายที่จะถามความเข้าใจหากเนื้อหาที่พูดถึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน อย่าใช้สำนวนหรือคำย่อ เป็นที่รู้กันว่าคนอิสราเอลไม่เก่งด้านการใช้ตัวย่อ

5. การจับมือเชคแฮนด์นั้นเป็นเรื่องประจำปกติที่กระทำกับผู้หญิงด้วยเช่นกัน การและเปลี่ยนนามบัตรก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน แต่ในบางครั้งคนอิสราเอลก็ไม่ยึดถือระเบียบการนี้อย่างจริงจัง โดยควรมอบนามบัตรของคุณตั้งแต่ต้น และขอนามบัตรของเขากลับอย่างสุภาพ (ในกรณีที่ไม่ได้รับการเสนอและเห็นว่าสำคัญ)

6. การใช้ชื่อจริงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาและสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการสื่อสารที่สะดวกสบาย

7. เลขานุการ (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่ “เฝ้าประตู”) เป็นคนที่ค่อนข้างมีอำนาจและเข้าถึงเจ้านายได้

8. เครื่องดื่มมักจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการต้อนรับธุรกิจของอิสราเอล โดยเฉพาะกาแฟ ซึ่งการหารือระหว่างจิบกาแฟที่ร้านกาแฟนั้น เป็นเรื่องปกติในสังคมอิสราเอล

9. ของขวัญหรือของฝากทางธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชมเสมอ สิ่งของและอุปกรณ์ตั้งโต๊ะต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หาได้ในประเทศอิสราเอล ของขวัญที่เห็นชัดว่าเป็นของจากต่างชาตินั้นจะยิ่งได้รับความซาบซึ้งชื่นชม และจะทำหน้าที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์ของปฏิคมกับพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ

10. โดยทั่วไปแล้ว อาหารมื้อกลางวันในอิสราเอลจะหนักกว่าอาหารมื้อกลางวันในไทยหรือสหรัฐอเมริกา สำหรับบริษัทใหญ่ ๆ อาหารกลางวันจัดเป็นอาหารมื้อหลักประจำวัน ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายกันกับอาหารมื้อเย็น โดยจะจัดเสิร์ฟและรับประทานในห้องอาหารของบริษัท ซึ่งเวลารับประทานอาหารกลางวัน โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 13:00 น. ถึง 15:00 น.

11. คนอิสราเอลชื่นชมเรื่องราวขำขัน และยังติดตามเหตุการณ์ข่าวสาร ปัจจุบันต่าง ๆ จากทั่วโลก คุณสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องขำขัน โดยเฉพาะเรื่องที่สะท้อนประเด็นที่ “โด่งดัง” (ในสหรัฐอเมริกา) แต่ควรหมั่นคำนึงถึงการใช้ศัพท์ภาษาที่ยากต่อการทำความเข้าใจ รวมถึงปัญหาที่เป็นประเด็นสำคัญเช่นเชื้อชาติ ศาสนา และการเมือง (ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล)

12. แม้ว่าคนอิสราเอลจะไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงในเรื่องการดื่มเท่าไหร่นัก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบระดับปานกลางได้กลายมาเป็นคุณลักษณะส่วนหนึ่งที่ประกอบคู่กับสถานะนักธุรกิจ พวกเขาจะสนุกกับการได้รับเชิญไปดื่มกันที่บาร์ท้องถิ่น

13. คนอิสราเอลไม่ได้แยกเวลาธุรกิจกับเวลาส่วนตัวอย่างเคร่งครัด การสนทนามักจะไหลไปทางปัญหาการทำงานแม้จะอยู่ในช่วงเวลาส่วนตัวก็ตาม ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดและช่วงเวลาสื่อสารเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้

14. คนอิสราเอลมีความภาคภูมิใจในประเทศของพวกเขาเองและมักจะเสนอแขกเพื่อพาทัวร์เที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ หรือจัดทัวร์บริการโดยมืออาชีพให้ โดยอิสราเอลนั้นเป็นประเทศที่เล็ก ซึ่งทัวร์ส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาสั้นและน่าสนใจ คุณควรพยายามที่จะตอบรับข้อเสนอดังกล่าว แม้ว่าตารางงานของคุณจะแน่น เพราะการตอบรับของคุณนั้นจะได้รับการยกย่องและเชิดชูว่าเป็น สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความสนใจในมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความสำคัญของดินแดนและผู้คน นอกจากนี้ การเดินทางร่วมกันนั้นเป็น ช่วงเวลาที่ดีที่จะได้พูดคุยเรื่องราวทางธุรกิจในรูปแบบที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

15. จดหมายขอบคุณนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากเช่นกัน ซึ่งพวกเขาจะมองว่าเป็น “เสน่ห์ต่างประเทศ” จดหมายดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมาก ควรแยกส่งบทสรุปทางธุรกิจและเอกสารจากกัน