กฎระเบียบที่ควรรู้

การจัดตั้งธุรกิจ

ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท + รูปแบบการจัดตั้งบริษัท + กฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท
Procedure to start a company + Forms of company + Rules & Regulations

คู่มือการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศอิสราเอล

การจัดตั้งธุรกิจในประเทศอิสราเอลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา คู่มือแนะนำนี้จะนำเสนอและอธิบายถึงความหลากหลายของวิธีการและขั้นตอนสำคัญในการจัดโครงสร้างของบริษัท รวมไปถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศอิสราเอล

Patents Law 5727—1967


องค์กรธุรกิจ

ประเภทหลักขององค์กรธุรกิจในอิสราเอล

บริษัท

คุณสมบัติของบริษัทนั้นต้องเกิดขึ้นและจดทะเบียนในอิสราเอลและตามกฎหมายอิสราเอล ผู้ลงทะเบียนนั้นจำเป็นต้องลงทะเบียนบริษัทกับ “Registrar of Companies” โดยผู้ลงทะเบียนสามารถใช้เอกสารของบริษัทเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ผู้ขอลงทะเบียนนั้นจำเป็นต้องแปลเอกสารนั้นเป็นภาษาฮิบบรูด้วยเช่นกัน บริษัทส่วนใหญ่จะจำกัดความรับผิดชอบส่วนบุคคลซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของหุ้น โดยในกรณีนี้ ทางบริษัทจำเป็นต้องมีคำว่า “จำกัด (Limited)” (หรือคำย่อว่า “Ltd.”) ประกอบอยู่ในส่วนของชื่อเต็มของบริษัทด้วยเช่นกัน

บริษัทอาจได้รับการจดทะเบียนว่าเป็น “บริษัทเอกชน” หรือ “บริษัทมหาชน” โดยมีหลักทรัพย์จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบริษัททั้งสองประเภทนี้จะต้องนำเสนอ รายงานประจำปีรวมทั้งงบการเงินต่อผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน

บริษัทเอกชนนั้นสามารถมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 คนจนถึงไม่เกิน 50 คน พร้อมด้วยผู้อำนวยการอีก 1 คน อาจไม่เสนอขายหุ้นกู้หรือหุ้นให้แก่ประชาชนและบทความของบริษัทจะต้องมีข้อจำกัดใน การโอนหุ้น

บริษัทมหาชนนั้นมีผู้ถือหุ้นอย่างต่ำ 7 คน อาจเสนอขายหุ้นหรือหุ้นกู้ให้ประชาชน แต่ต้องภายหลังจากการออกหนังสือชี้ชวนที่สอดคล้องกับความต้องการของ ICO และกฎหมายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ บริษัทมหาชนนั้นจำเป็นต้องเผยแพร่รายงานประจำปีที่กล่าว ถึงงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและรายงานของคณะกรรมการทั้งหมด โดยจะต้องยื่นทั้งหมดนี้ให้กับ Register of Companies และประชาชนสามารถรับรู้ได้

บริษัทต่างประเทศ

ในกรณีของบริษัท “จำกัด” ทางบริษัทจำเป็นต้องกำกับคำว่า “จำกัด” รวมถึงชื่อของประเทศที่จัดตั้ง ไว้อยู่ในใบกำกับสินค้า จดหมาย ประกาศ โฆษณา หรือการประกาศอย่างเป็นทางการอื่น ๆ

ในการจดทะเบียน ทางบริษัทต่างประเทศต้องส่งเอกสารทุกใบให้กับ “Registrar of Companies” โดยทางรัฐไม่ได้มีข้อกำหนดให้บริษัทเอกชนต้องเผยแพร่งบการเงินใด ๆ ทั้งสิ้น

หุ้นส่วน

กฎหมายได้กำหนดการเป็นหุ้นส่วนไว้ว่าเป็นการเซ็นสัญญาระหว่างกลุ่มเพื่อแสดงความต้องการที่จะเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน โดยจะไม่มีการกำหนดหนี้สินส่วนบุคคลของหุ้นสวนนั้น ๆ เว้นแต่ในกรณีที่ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทประเภท “จำกัด” หรือใช้การเป็นหุ้นส่วนชนิด “จำกัด” โดยหุ้นส่วนจากต่างประเทศได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจในอิสราเอลเช่นกัน

กิจการส่วนตัว (self-employed)

ผู้ประกอบธุรกิจด้วยตนเองและเป็นผู้รับผิดชอบต่อธุรกิจนั้นทั้งหมด โดยกฎการลงทะเบียนนั้น จะเป็นกฎเดียวกันกับหมวดอื่น

สหกรณ์

ประเภทขององค์กรธุรกิจประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการภาคการเกษตร (สหกรณ์อย่างเช่น คิบบุตซ์ หรือ โมชาฟ) การคมนาคมและการดำเนินงานทางด้านการตลาดบางประเภทที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าทางการเกษตร

องค์กรไม่หวังผลกำไร

ส่วนใหญ่หน่วยงานเหล่านี้จะทำงานในรูปแบบของสถาบันการศักษา โรงพยาบาล องค์กรการกุศล และเทศบาล องค์กรไม่หวังผลกำไรนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่ส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกัน กับการก่อตั้งองค์กรดังกล่าวและการดำเนินการของกลุ่มองค์กรประเภทนี้

ทุกบริษัทในประเทศอิสราเอลต้องลงทะเบียนกับ “The Registrar of Companies” และเจ้าหน้าที่ภาษีในการที่จะลงทะเบียนธุรกิจให้เป็นบริษัทกับ “Registrar of Companies” ทางผู้ต้องการ ลงทะเบียนต้องส่งเอกสารต่อไปนี้

  1. แบบฟอร์มเบอร์ 1 ของผู้ลงทะเบียนบริษัท - แบบฟอร์มใบสมัครลงทะเบียนของบริษัท
  2. หนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งกำหนดเอกลักษณ์ขององค์กรและวัตถุประสงค์หลักของบริษัท ส่วนรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น และหุ้นที่ออกจำหน่าย
  3. ข้อบังคับของบริษัท ซึ่งระบุกฎการปฏิบัติของบริษัท หากในกรณีที่ทางบริษัทไม่ได้ยื่น กฎข้อบังคับของบริษัท ทางบริษัทนั้นต้องส่งข้อบังคับพื้นฐานที่ได้ใช้กล่าวไว้ในข้อ กฎคำสั่งของบริษัท (Companies Ordinance) แทน
  4. ค่าใช้จ่ายของการสมัครลงทะเบียนบริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 2,244 เชคเกล

ภายหลังการลงทะเบียนแล้ว นายทะเบียนจะออกใบรับรองการจัดตั้งบริษัทรวมถึงหมายเลข 9 หลักของบริษัทให้แก่ผู้ลงทะเบียน

สิ่งสำคัญ: ต้องมีทนายความชาวอิสราเอลเพื่อตรวจสอบและยืนยันเอกสารของทางบริษัท ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วทางทนายจะดูแลกระบวนการต่าง ๆ และเป็นตัวแทนของทางบริษัทให้ที่สำนักงานทะเบียนของบริษัทด้วยเช่นกัน

หลังจากที่บริษัทได้จดทะเบียนกับนายทะเบียนแล้ว ทางบริษัทต้องดำเนินการลงทะเบียนกับ กรมสรรพากรให้ถูกต้อง โดยบริษัทควรจะลงทะเบียนที่กรมสรรพากรตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ ซึ่งการลงทะเบียนจะเป็นหมายเลขทะเบียนเดียวกับที่ได้รับจาก “Registrar of Companies” โดยทางผู้จดทะเบียน ต้องใช้แบบฟอร์มเบอร์ 4436 ที่ครอบคลุมถึงรายละเอียดพื้นฐานของบริษัทในการจดทะเบียน


การยื่นเสียภาษีรายปีและรายเดือน

โดยทั่วไปแล้ว การชำระภาษีรายปีของอิสราเอลนั้นจะนับตามปฏิทินรายปี แต่ก็ใช้ปีงบปริมาณที่แตกต่างกันสำหรับบริษัทมหาชนในต่างประเทศ อนึ่ง ทุกบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศอิสราเอลจะต้องยื่นสถิติตรวจสอบการคืนภาษีรายปีและบัญชีการเงินภายในห้าเดือนหลังสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งทางบริษัทอาจได้รับการขยายเวลาในการยื่นสถิติในบางกรณี ซึ่งบางครั้งอาจยืดเวลาได้ถึง 13 เดือนหลังจากสิ้นปีของภาษี

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังต้องยื่นแสดงแบบบัญชีที่ใช้เพื่อจ่ายภาษีแบบรายเดือน ในกรณีของธุรกิจขนาดเล็ก ทางบริษัทสามารถยื่นแสดงแบบบัญชีได้แบบสองเดือนครั้ง

ภาษีที่ต้องยื่นแสดงได้แก่

  1. งวดภาษีของบริษัท- เป็นร้อยละของรายได้จากการขายของบริษัทในรายเดือน
  2. งวดภาษีเสริมของบริษัท ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหักบาง
  3. ภาษีจากเงินเดือนและเงินที่บังคับให้ต้องส่งไปยังซัพพลายเออร์
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
  5. ประกันภัยแห่งชาติ

การยื่นแสดงเอกสารและชำระเงินเหล่านี้ จะต้องทำภายใน 15 วันสุดท้ายของเดือน โดยทาง ผู้ชำระนั้นสามารถชำระเงินได้ที่ธนาคารหรือที่ทำการไปรษณีย์ก็ได้ การชำระเงินล่าช้าจะก่อให้เกิดโทษทัณฑ์ตามที่ทางคอมพิวเตอร์ระบุเอาไว้ อนึ่ง ทางกฎหมายได้กำหนดให้บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องทำบัญชีและใบแจ้งหนี้สำหรับภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างละเอียด โดยทางบริษัทนั้นจะต้องมีบันทึกบัญชีนี้พร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าจากกรมสรรพากรของอิสราเอล


โครงสร้างภาษีของอิสราเอล

(1) ภาษีนิติบุคคล

ทุกบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศอิสราเอลนั้นต้องชำระภาษีนิติบุคคล ตามโครงการปฏิรูปภาษีที่ประกาศใช้ในปี 2005 อัตราภาษีนิติบุคคลมีกำหนดว่าจะลดลงตามตารางเวลาต่อไปนี้: 2008 – 27%, 2009 – 26%, 2010 - 25%, 2011 - 24%

(2) ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีทางอ้อมที่มาจากการบริโภคหรือนำเข้าผลิตภันฑ์และการบริการในอิสราเอล อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ปัจจุบันนั้นเท่ากับ 18% รายได้จากการส่งออกและการขายผลไม้และผักสด จะได้รับการยกเว้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม

บริษัทต้องจดทะเบียนเป็นตัวแทนจำหน่ายสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนการ เริ่มต้นการดำเนินการ

สำคัญ: ทางบริษัทสามารถมอบอำนาจให้ทนายความ นักบัญชี (public accountant) หรือ ที่ปรึกษาด้านภาษีที่ได้รับการรับรอง (certified) ให้จดทะเบียนสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แทนได้ เมื่อจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทจะได้รับใบรับรองชั่วคราวสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และจะได้รับใบรับรองถาวรทางจดหมายในภายหลัง หมายเลขทะเบียนของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นโดยมากจะเหมือนกับ หมายเลขทะเบียนที่ได้รับจาก Registrar of Companies.

สำคัญ: นิติบุคคล หรือ บุคคลต่างชาติที่เริ่มทำธุรกิจส่วนใดก็ตามในประเทศอิสราเอล จะเป็นต้องแต่งตั้งตัวแทนสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่นที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอลอย่างถาวร และเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด โดยทุกหน่วยงานนั้นต้องกรอกและเซ็นแบบฟอร์มเบอร์ 22 ของภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตัวแทนหรือผู้ที่ได้รับมอบสิทธิ์จะถือว่าเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อภาษีมูลค่าเพิ่มนี้

ในกรณีที่จะจดทะเบียนธุรกิจ ผู้จดทะเบียนควรไปจดทะเบียนที่สำนักงานภาษีมูลค่าเพิ่มในท้องที่ใกล้กับที่ตั้งของบริษัทที่จะจดทะเบียนที่สุด

เอกสารที่ต้องใช้เพื่อการจดทะเบียน

  1. หนังสือรับรองการจดทะเบียนที่ลงนามโดย Registrar of Companies.
  2. สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของสมาคม
  3. สัญญาเกี่ยวกับการเช่าหรือซื้อสำนักงานของบริษัท
  4. ใบรับรองทนายความหรือบัญชี
  5. อำนาจลงนามของบริษัท
  6. ขณะกรรมการของบริษัท
  7. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อำนวยการ

ข้อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก

การทำธุรกรรมการส่งออก รวมถึงการส่งออกสินค้า การให้บริการต่อหน่วยงานต่างชาติ ผู้มีถิ่นพำนักในอิสราเอล หรือการขายสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ให้กับบริษัทต่างชาติซึ่งตั้งอยู่ใน ต่างประเทศ จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม โดยผู้ส่งออกจะต้องติดต่อฝ่ายบัญชีของตนเพื่อตรวจสอบรายละเอียดในการซื้อขายของตน


การคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก

ทุกกลุ่มธุรกิจในประเทศอิสราเอล รวมทั้งผู้ส่งออก จะต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของการนำเข้า แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ส่งออกจะได้รับสิทธิ์คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันหลังจากการยื่นคืนภาษีที่เกี่ยวข้อง ผู้ส่งออกจะได้รับสิทธิ์การจัดเงินคืนอย่างรวดเร็ว หากมีคุณสมบัติอันใดตามในเกณฑ์รายละเอียดดังต่อไปนี้

  • มูลค่าการซื้อขายจากปีก่อนหน้านี้ มาจากการส่งออกอย่างน้อยร้อยละ 50
  • ยอดการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละครั้งนั้นต้องไม่น้อยกว่า 10,000 เชคเกล
  • ทางบริษัทต้องมียอดการส่งออกอย่างต่ำ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา
  • ต้องเป็นองค์กรที่ได้รับอนุมัติ / ผู้รับผลประโยชน์

(3) ภาษีเงินปันผล

ภายใต้สนธิสัญญาต่างประเทศ มาตรฐานของภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลคือร้อยละ 20 สำหรับ ผู้ที่ถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 10 ของบริษัท และร้อยละ 25 สำหรับผู้ที่ถือ”หุ้นวัสดุ” (Material shareholders) จากร้อยละ 10 ขึ้นไป อนึ่ง เงินปันผลทีจ่ายให้บริษัทที่อิสราเอลจะได้รับการยกเว้นจากภาษี

(4) ภาษีรายได้

นายจ้างจะต้องเปิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายและหักภาษีรายได้จากการจ้างงานที่จ่ายให้แก่พนักงาน สำหรับงานที่ดำเนินการในอิสราเอล และควรจะเปิดบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับเจ้าหน้าที่ด้านภาษีก่อนการจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงาน หรือการชำระเงินให้กับผู้รับอื่น ๆ

ผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัวต้องจ่ายภาษีรายได้จากจำนวนของรายได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 49 รวมถึงค่าประกันแห่งชาติที่อยู่ที่อัตราร้อยละ 16.23 ของ 35,760 เชคเกลแรกของรายได้ต่อเดือน แต่ร้อยละ 52 ของค่าประกันแห่งชาตินี้สามารถหักลดหย่อนเพื่อภาษีรายได้ในปีที่ชำระ ซึ่งจะรวมยอดออกมาเป็นร้อยละ 57.3 ลดลงถึงร้อยละ 49 เกินกว่า 35,760 เชคเกล

ภาษีที่สูงถึงร้อยละ 50 จะถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่ใช้ภายในประเทศอิสราเอล ยกเว้นในกรณีที่ผู้รับการยืนยันจากกรมสรรพากรของอิสราเอลให้ลดอัตราภาษีลง

โดยทั่วไปแล้ว ธนาคารของอิสราเอลต้องหักภาษีประมาณร้อยละ 25-31 ของการโอนเงินจากประเทศอิสราเอล เว้นแต่ในกรณีที่การโอนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อการนำเข้าสินค้า

การละเว้นหรือการลดหย่อนของค่าหัก ณ ที่จ่ายภาษีนั้นสามารถเป็นผลได้ในบางกรณี อาทิ เมื่อสนธิสัญญาภาษีมีผลบังคับใช้ หรือเมื่อการชำระเงินสำหรับบริการที่ปฏิบัติในต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งหากไม่ทำตามที่กำหนดจะส่งผลให้ถูกปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและอาจมีบทลงโทษก็เป็นได้

(5) ภาษีกำไรหุ้น

แม้จะอยู่ภายใต้สนธิสัญญาภาษีใดก็ตาม กำไรที่ผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติได้รับนั้นจะต้องเสียภาษี ให้กับแหล่งที่ก่อให้เกิดรายได้ของอิสราเอลตามจริง (ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ) ในอัตราที่แตกต่างกัน รายบุคคล--อัตราร้อยละ 20 – 49 บริษัท--อัตราร้อยละ 25 – 31

(6) ภาษีการขาย

ภาษีการขายนั้นจะมีผลเรียกเก็บสำหรับผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะใช้มูลค่าการขายเป็นจุดกำหนดค่าภาษี ในกรณีเมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายขายได้ตกลงกันว่าภาษีการขายนั้นจะถูกกำหนดไว้ให้กับทางผู้ซื้อ ทางฝ่ายขายจำเป็นต้องปรับมูลค่าการขายโดยการเพิ่มค่าภาษีไปยังราคาโดยรวมด้วย ภาษีการขายนั้นจะระบุแตกต่างกันตั้งแต่ 0% ถึง 2.5% ของมูลค่าการขาย

(7) ภาษีนำเข้าและภาษีการซื้อ

ภาษีนำเข้าและภาษีการซื้อ ส่วนมากจะกำหนดให้สำหรับสิ่งที่นำเข้า โดยจะนับเป็นร้อยละของ มูลค่าของสินค้านั้น ผู้นำเข้าของอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เอฟตา (EFTA) แคนาดา เม็กซิโก ตุรกี และประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม MERCOSUR จะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงปลอดภาษี (duty free) (ดูข้อมูลด้านล่าง) นอกจากนี้การลดภาษีในการนำเข้านั้นยังมีผลใช้กับบริษัทที่ผลิตสินค้าใน ประเทศอิสราเอลเพื่อการส่งออกอีกด้วย

(8) อนุสัญญาภาษีซ้อน

ปัจจุบันประเทศอิสราเอลมีอนุสัญญาภาษีซ้อนอยู่กับประเทศทั้งหมด 44 ประเทศ โดยอนุสัญญานี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเก็บภาษีซ้อน โดยทำให้แน่ใจว่าประเทศที่อยู่อาศัยของ ผู้ลงทุนนั้นจะมอบเครดิตภาษี (tax credit) สำหรับภาษีที่ได้รับการชำระเงินในประเทศอิสราเอล แล้วหรือว่าจะเป็นรายได้ที่มีต้นแหล่งมาจากอิสราเอล โดยนักลงทุนเหล่านี้จะได้รับยกเว้นจากการ เสียภาษีในประเทศอิสราเอลหรือในประเทศที่พำนักในกรณีที่นักลงทุนนั้นเป็นชาวต่างประเทศ

ประเทศต่อไปนี้เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศอิสราเอล: ออสเตรีย เบลารุส บราซิล บัลแกเรีย เบลเยียม แคนาดา จีน โครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอธิโอเปีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ กรีซ ฮอลแลนด์ ฮังการี อินเดีย ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น จาเมกา ลักเซมเบิร์ก ลัตเวีย ลิทัวเนีย เม็กซิโก มอลโดวา นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ โปรตุเกส โรมาเนีย รัสเซีย สิงคโปร์ สโลวีเนีย สโลวาเกีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี สหรัฐอเมริกา และอุซเบกิสถาน

ประกันสังคม (ประกันภัยแห่งชาติ): สถาบันประกันภัยแห่งชาตินั้นให้ความเอื้ออำนวยแก่ผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอลได้รับผลประโยชน์ของประกันสังคมที่ครอบคลุม ผ่านการสนับสนุนทางการเงินโดยเบี้ยประกันภัยแห่ง ชาติจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ประกันสุขภาพ: ตามกฎหมายแล้ว ผู้ที่อาศัยในประเทศอิสราเอลนั้นมีสิทธิที่จะได้รับบริการด้าน สุขภาพ และจำเป็นต้องชำระค่าธรรมเนียมของประกันสุขภาพ ซึ่งกำหนดไว้บนหลักพื้นฐานของ อาชีพ และแหล่งที่มาของรายได้

ทางรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระดมทุนและการอุดหนุนบริการดังกล่าว รวมไปถึงการดูแลสิทธิ ในการรักษาความลับทางการแพทย์ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตามกฎหมายอิสราเอล นายจ้างต้องรับผิดชอบในการหักเงินจากเงินเดือนของพนักงาน และออกเงินสนับสนุนรวมไปกับเงินจำนวนนั้น เพื่อส่งให้กับสถาบันประกันภัยแห่งชาติ โดยทางสถาบันจะไม่รับการโอนเงินแยกจำนวนกัน

สำเนาของแบบฟอร์มที่ส่งไปยังสำนักงานหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้นจะถูกโอนไปยังสถาบันประกันภัย แห่งชาติและทั้งสองหน่วยงานจะได้รับหมายเลขการ จัดเก็บข้อมูลเดียวกัน

อัตราของประกันภัยแห่งชาติ (ประกันสังคม) และประกันสุขภาพสำหรับพนักงานเงินเดือนมีดังนี้

ไม่เกินร้อยละ 60 ของเงินเดือนเฉลี่ย
(NIS 0 - 5,678 (1,457 USD) สถานะ ณ วันที่ 1 ม.ค. 2559)*
จากร้อยละ 60 และมากถึง 5 เท่า
ของเงินเดือนเฉลี่ย 
(ตั้งแต่ NIS 5,679 - 43,240 สถานะ ณ วันที่ 1 ม.ค. 2559)
ลูกจ้าง
นายจ้าง รวมทั้งหมด ลูกจ้าง นายจ้าง รวมทั้งหมด
ประกันสังคม 0.4 4.98 5.38 7 5.68 12.68
ประกันสุขภาพ 3.10 -- 3.10 5 -- 5
รวมทั้งหมด 3.5 4.98 8.48 12 5.68 17.68

*ที่มา: http://www.btl.gov.il/English%20Homepage/Insurance/Pages/default.aspx

การส่งเสริมการลงทุน (investment incentive)

โครงการบริษัทที่ได้รับการอนุมัติหรือได้รับสิทธิพิเศษขององค์กร กฎการส่งเสริมการลงทุนนั้นระบุไว้ในกฎหมายสำหรับการส่งเสริมการลงทุนของประเทศ โดยโปรแกรมของแรงจูงใจนั้นสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลักด้วยกัน คือ

  • การลดภาษีนิติบุคคลสำหรับองค์กรที่ได้รับการอนุมัติ
  • การส่งเสริมการลงทุน

การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา

สำนักงานหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ (Office of the Chief Scientist) มีเงินสนับสนุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาในอัตราระหว่างร้อยละ 40-50 ด้วยกัน โดยมีโปรแกรมสนับสนุน ระหว่างประเทศที่มากถึงร้อยละ 50 ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนสองสัญชาติสำหรับกรณีที่ทำ การวิจัยและพัฒนากับกลุ่มนักวิจัยจากต่างประเทศเช่นกัน โดยประเทศที่สามารถได้รับเงินทุน นี้ประกอบไปด้วย: สหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย (วิคตอเรีย) นอกเหนือจากนี้ การมีข้อตกลงทางการวิจัยและพัฒนาต่างๆกับประเทศอธิเช่น ออสเตรเลีย เบลเยียม ไอร์แลนด์ เยอรมัน ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน และประเทศอื่นๆอีกมากมาย นั้นเป็นจุดที่สามารถทำให้ได้รับการลงทุนได้ โดยบริษัทจากอิสราเอลที่มาเข้าร่วม กับโปรแกรมนี้จะสามารถขอรับเงินอุดหนุนสำหรับการวิจัย และพัฒนาได้จากสำนักงานหัวหน้านักวิทยาศาสตร์

ทางสหภาพยุโรปมีเงินทุนพหุภาคีให้ผ่านกรอบโปรแกรม 7th Framework สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี (Research and Techology Development [RTD]) ที่ประเทศอิสราเอลนั้นเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วย

เงินเดือนเฉลี่ยของเดือนเมษายน 2554 คือ 8,698 เชคเกล = 2,550 ดอลลาร์สหรัฐ
(อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 3.4 เชคเกล)